วิธีการให้ยาทางสายยางให้อาหารสายยาง !การให้ยาทางสายยางมีความสำคัญไม่แพ้การให้อาหารครับ เพราะหากทำผิดวิธี ยาอาจจะไม่ออกฤทธิ์ หรือที่แย่กว่านั้นคือ "ยาทำปฏิกิริยากับอาหารจนจับตัวเป็นก้อน" ทำให้สายอุดตันทันที
ขั้นตอนและข้อควรระวังในการให้ยาทางสายยางที่ถูกต้องครับ:
1. การเตรียมยา (Medication Preparation)
ยาเม็ด: ต้องบดให้เป็น "ผงละเอียดที่สุด" (ถ้ายาไม่ละเอียดจะไปติดที่ปลายสายยาง) แล้วละลายในน้ำต้มสุกสะอาดประมาณ 10-15 ซีซี
ยากลุ่มแคปซูล: ให้แกะเปลือกแคปซูลออกแล้วนำผงยาข้างในมาละลายน้ำ (ยกเว้นยาควบคุมการปลดปล่อยตัวยา ห้ามแกะเด็ดขาด)
ยาน้ำ: สามารถดูดใส่ไซริงค์ได้เลย แต่ถ้าเหนียวข้นเกินไป ให้ผสมน้ำเล็กน้อยเพื่อให้ไหลสะดวก
⚠️ ข้อควรระวัง: ห้ามบด ยาประเภท "ออกฤทธิ์นาน" (Extended Release/SR/XR) หรือยาที่ "เคลือบสารป้องกันกรด" (Enteric Coated) เพราะจะทำให้ยาเสียคุณสมบัติและอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ ควรปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง
2. ขั้นตอนการให้ยา
ล้างมือ และจัดท่าผู้ป่วยให้ หนุนหัวสูง 30-45 องศา (เช่นเดียวกับการให้อาหาร)
ดูดเช็กอาหารค้าง: หากมีอาหารค้างเกิน 100-150 ซีซี ให้เลื่อนการให้ยาออกไปก่อน (ถ้าทำได้) เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดี
Flush น้ำก่อน: ดันน้ำต้มสุกประมาณ 15-30 ซีซี เพื่อล้างสายให้ว่าง
ให้ยา: ดันยาที่ละลายน้ำแล้วลงไป "ทีละชนิด" (ไม่ควรผสมยารวมกันหลายตัวในไซริงค์เดียว เพราะยาอาจตกตะกอนกันเอง)
ล้างระหว่างยา: หากมียาหลายตัว ให้ใช้น้ำประมาณ 5-10 ซีซี ล้างสายระหว่างยาแต่ละชนิด
Flush น้ำหลังจบ: เมื่อให้ยาครบทุกตัวแล้ว ให้ ล้างสายด้วยน้ำต้มสุก 30-50 ซีซี เพื่อไม่ให้มีคราบยาหลงเหลืออยู่ในสาย
3. หลักการสำคัญที่ต้องจำ
ห้ามผสมยากับอาหาร: เพราะยาบางชนิดจะจับตัวกับโปรตีนในอาหารจนเป็นก้อนตันสาย และยาบางตัวจะดูดซึมไม่ได้ถ้ามีอาหารอยู่
เวลาที่เหมาะสม: * ยาก่อนอาหาร: ให้ก่อนให้อาหารอย่างน้อย 30-60 นาที
ยาหลังอาหาร: ให้หลังให้อาหารทันทีหรือภายใน 15-30 นาที
ความสะอาด: ไซริงค์ที่ใช้ให้ยา ควรแยกจากไซริงค์ที่ใช้ให้อาหาร (ถ้าทำได้) หรือล้างให้สะอาดมากที่สุด
4. สังเกตความผิดปกติ
หากหลังให้ยาแล้วผู้ป่วยมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน มีผื่นขึ้น หรือหายใจลำบาก ให้หยุดให้ยาทันทีและรีบแจ้งแพทย์ เพราะอาจเป็นการแพ้ยาหรือยาตัวนั้นระคายเคืองกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง